สมบัติ สิมหล้า
นายสมบัติ สิมหล้า
เกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2506 เป็นบุตรของคุณพ่อโป่ง คุณแม่บุดดี สิมหล้า ซึ่งคุณพ่อเป็นหมอแคน คุณแม่เป็นหมอลำกลอน ปัจจุบันพำนักที่ บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 8 บ้านวังไฮ ต.วังใหม่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม..
เมื่อแรกเกิดดวงตาของ สมบัติ สิมหล้า แฉะ หมอตำแยจะทำการหยอดตาให้แต่ใช้ยาผิดโดยเอายาที่ใช้เช็ดสะดือมาหยอดตา จากการที่ใช้ยาผิดจึงเป็นสาเหตุทำให้ดวงตาของสมบัติ สิมหล้า เริ่มมืดและมองไม่เห็นในที่สุด
ประวัติการศึกษา ศึกษาอักษรเบลล์ จากโรงเรียนคนพิการปากเกร็ดนนทบุรี เป็นเวลา 3 เดือน ได้เริ่มฝึกหัดเป่าแคนตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ พ่อชื้อแคนมาให้เป่า หวังจะให้มีลูกมีอาชีพเป็นหมอแคนในอนาคต ทั้งที่ตอนแรกสมบัติยังไม่รักที่จะเป่าแคนเลย
เมื่อได้รับการฝึกฝนทักษะจากผู้เป็นบิดาที่มีอาชีพเป็นหมอแคน ก็สามารถเป่าแคนให้กับหมอลำกลอนเมื่ออายุได้ 14 ปี โดยเป่าแคนให้หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง, หมอลำคำพัน ฝนแสนห่า, หมอลำวิรัติ ม้าย่อง โดยได้รับค่าตอบแทนในตอนนั้นเป็นจำนวนเงิน 500 บาท และได้ยึดอาชีพหมอแคนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเป่าแคนให้ แม่บานเย็น รากแก่น , แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน , แม่อังคนางค์ คุณไชย , อ.ปฉลาดน้อย ส่งเสริม ,แม่พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย,ในช่วงบันทึกการแสดงลำเรื่องต่อกลอนคณะฟ้าสีคราม ในส่วนการทำดนตรีเพลง(แคน)
แคน เครื่องดนตรีพื้นถิ่นที่ว่ากันว่าสร้างขึ้นเลียนเสียงของนกการเวก เสียงแคนเป็นความมหัศจรรย์แห่งแผ่นดินอีสาน เช่นเดียวกับเป็นมหัศจรรย์แห่งชีวิตของชายตาบอด
จากคำกล่าว "สมบัติเอ๋ย พ่อสิหัดแคนให้เจ้า..." ยิ่งกว่าของเล่นถูกใจชิ้นใดๆ สำหรับ สมบัติ สิมหล้า แคนใหญ่สิบหกลูกของพ่อเต้านั้น แทบจะสูงท่วมหัวเด็กชายผอมบางวัยหกขวบ เสียงของมันยามที่พ่อเป่าให้ฟัง ไม่เพียงไพเราะราวกับเสียงนกการเวก หากแต่ยังทำให้ความคิดหวังของเด็กชายในโลกมืดคนหนึ่งเพริดไปไกลเสียจากใต้ถุนเรือน
"พอเป่าแคนได้ หลังจากนั้นปีกว่าๆ ป้าของผมก็มาขอกับแม่พาผมไปขอทาน พ่อไม่อยากให้ไป แกอายคน ฐานะก็มีกิน ยังปล่อยให้ลูกไปขอทาน แกห้ามทุกครั้งแต่ผมไม่ฟัง"
สำหรับเด็กชายที่มีชีวิตอยู่ใต้ถุนเรือน การออกไปขอทานคือวิธีเดียวที่เขาได้ออกไปเผชิญโลก แรกๆ ก็เดินเป่าแคนอยู่ในตลาดบรบือ เริ่มออกไปต่างอำเภอ และถูกพาไปไกลขึ้นเรื่อยๆ การไปขออาศัยนอนตามโรงพัก นอนตามท่ารถ ผจญยุงกัดจนไม่เป็นอันหลับอันนอน ไม่ได้ทำให้เขาหมดสนุก ป้าพาเด็กชายตระเวนขอทานไปทั่วภาคอีสาน พาไปไกลถึงจังหวัดสมุทรปราการ ตะลอนขอทานอยู่หลายปีจนอายุได้สิบเอ็ดขวบ จากที่เคยไปสามสี่วัน กลายเป็นสิบวัน ไปนานเป็นแรมเดือน แต่เด็กชายไม่เคยร้องไห้กลับบ้าน เขาจำได้ว่าเคยหอบเงินเหรียญเป็นถุงๆ ไปแลกเป็นใบกับตามร้านค้า มันหนักจนแทบอุ้มไม่ไหว ได้เงินร่วมๆ หมื่นบาท
วันหนึ่งขณะเดินขอทานอยู่ที่มหาสารคาม แคนของเขาไปสะดุดหูหมอลำกลอนคนดังในท้องถิ่น หมอแคนวัยสิบเอ็ดจึงได้ย้ายไปอยู่กับ คำพัน ฝนแสนห่า ที่อำเภอชุมพวง นานถึงห้าปี เป็นหมอแคนค่าตัวไม่กี่บาทจนได้มากถึงคืนละ 500 บาท แทบจะกลายเป็นหมอแคนคู่บารมีเลยทีเดียว แต่ต่อมาเขาอยากรู้ฝีมือจึงออกไปขึ้นเวทีประชันแคน โดยในห้วงเวลานั้น สมบัติพอมีงานเป่าแคนบันทึกเสียงให้กับหมอลำมีชื่อที่ห้องอัดเสียงสยามที่ขอนแก่นอยู่บ้าง....
สมบัติ สิมหล้า ก้าวขึ้นไปสู่ระดับสากล คงเป็นช่วงชีวิตที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของ "วงฟองน้ำ" ที่ก่อตั้งโดยครูบุญยงค์ เกตุคง และอาจารย์บรูซ แกสตัน ซ้ำอีกเจ็ดปีต่อมาก็ยังมีโอกาสได้พบกับอาจารย์สนอง คลังพระศรี ที่ชักชวนให้มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนการเป่าแคนให้กับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงโอกาสร่วมเล่นกับ "วงไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา" หรือ TPO วงออร์เคสตราที่มีนักดนตรีเป็นคณาจารย์ และนักศึกษาของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่อำนวยการวงโดยอาจารย์สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ นั่นเอง ขณะเดียวกันหลายครั้งยังได้ร่วมเล่นกับ "วง Dr.Sax Chamber Orchestra" ของ ดร.สุกรี อีกด้วย ทำให้ สมบัติ ในฐานะนักดนตรีเอกผู้เชี่ยวชาญด้านแคน ได้รับเชิญไปแสดงในต่างประเทศ ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในเอเชีย
ทุกวันนี้สมบัติ สิมหล้า กลับมาที่บ้านวังไฮ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามบ้านเกิด ครอบครัวเล็กๆ ของเขามีภรรยา และลูกสาวอีกคนที่พ่อกำลังมุ่งมั่นหัดแคนให้ เป็นครูแคนที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย รวมไปถึง อดิศร เพียงเกษ นายกสมาคมหมอแคนแห่งประเทศไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มาหัด เต้ยโขง กับเขา ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในภาคอีสาน และรับงานเป็นหมอแคนให้กับหมอลำกลอนพื้นบ้านตามแต่จะว่าหา..
เกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2506 เป็นบุตรของคุณพ่อโป่ง คุณแม่บุดดี สิมหล้า ซึ่งคุณพ่อเป็นหมอแคน คุณแม่เป็นหมอลำกลอน ปัจจุบันพำนักที่ บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 8 บ้านวังไฮ ต.วังใหม่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม..
เมื่อแรกเกิดดวงตาของ สมบัติ สิมหล้า แฉะ หมอตำแยจะทำการหยอดตาให้แต่ใช้ยาผิดโดยเอายาที่ใช้เช็ดสะดือมาหยอดตา จากการที่ใช้ยาผิดจึงเป็นสาเหตุทำให้ดวงตาของสมบัติ สิมหล้า เริ่มมืดและมองไม่เห็นในที่สุด
ประวัติการศึกษา ศึกษาอักษรเบลล์ จากโรงเรียนคนพิการปากเกร็ดนนทบุรี เป็นเวลา 3 เดือน ได้เริ่มฝึกหัดเป่าแคนตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ พ่อชื้อแคนมาให้เป่า หวังจะให้มีลูกมีอาชีพเป็นหมอแคนในอนาคต ทั้งที่ตอนแรกสมบัติยังไม่รักที่จะเป่าแคนเลย
เมื่อได้รับการฝึกฝนทักษะจากผู้เป็นบิดาที่มีอาชีพเป็นหมอแคน ก็สามารถเป่าแคนให้กับหมอลำกลอนเมื่ออายุได้ 14 ปี โดยเป่าแคนให้หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง, หมอลำคำพัน ฝนแสนห่า, หมอลำวิรัติ ม้าย่อง โดยได้รับค่าตอบแทนในตอนนั้นเป็นจำนวนเงิน 500 บาท และได้ยึดอาชีพหมอแคนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเป่าแคนให้ แม่บานเย็น รากแก่น , แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน , แม่อังคนางค์ คุณไชย , อ.ปฉลาดน้อย ส่งเสริม ,แม่พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย,ในช่วงบันทึกการแสดงลำเรื่องต่อกลอนคณะฟ้าสีคราม ในส่วนการทำดนตรีเพลง(แคน)
แคน เครื่องดนตรีพื้นถิ่นที่ว่ากันว่าสร้างขึ้นเลียนเสียงของนกการเวก เสียงแคนเป็นความมหัศจรรย์แห่งแผ่นดินอีสาน เช่นเดียวกับเป็นมหัศจรรย์แห่งชีวิตของชายตาบอด
จากคำกล่าว "สมบัติเอ๋ย พ่อสิหัดแคนให้เจ้า..." ยิ่งกว่าของเล่นถูกใจชิ้นใดๆ สำหรับ สมบัติ สิมหล้า แคนใหญ่สิบหกลูกของพ่อเต้านั้น แทบจะสูงท่วมหัวเด็กชายผอมบางวัยหกขวบ เสียงของมันยามที่พ่อเป่าให้ฟัง ไม่เพียงไพเราะราวกับเสียงนกการเวก หากแต่ยังทำให้ความคิดหวังของเด็กชายในโลกมืดคนหนึ่งเพริดไปไกลเสียจากใต้ถุนเรือน
"พอเป่าแคนได้ หลังจากนั้นปีกว่าๆ ป้าของผมก็มาขอกับแม่พาผมไปขอทาน พ่อไม่อยากให้ไป แกอายคน ฐานะก็มีกิน ยังปล่อยให้ลูกไปขอทาน แกห้ามทุกครั้งแต่ผมไม่ฟัง"
สำหรับเด็กชายที่มีชีวิตอยู่ใต้ถุนเรือน การออกไปขอทานคือวิธีเดียวที่เขาได้ออกไปเผชิญโลก แรกๆ ก็เดินเป่าแคนอยู่ในตลาดบรบือ เริ่มออกไปต่างอำเภอ และถูกพาไปไกลขึ้นเรื่อยๆ การไปขออาศัยนอนตามโรงพัก นอนตามท่ารถ ผจญยุงกัดจนไม่เป็นอันหลับอันนอน ไม่ได้ทำให้เขาหมดสนุก ป้าพาเด็กชายตระเวนขอทานไปทั่วภาคอีสาน พาไปไกลถึงจังหวัดสมุทรปราการ ตะลอนขอทานอยู่หลายปีจนอายุได้สิบเอ็ดขวบ จากที่เคยไปสามสี่วัน กลายเป็นสิบวัน ไปนานเป็นแรมเดือน แต่เด็กชายไม่เคยร้องไห้กลับบ้าน เขาจำได้ว่าเคยหอบเงินเหรียญเป็นถุงๆ ไปแลกเป็นใบกับตามร้านค้า มันหนักจนแทบอุ้มไม่ไหว ได้เงินร่วมๆ หมื่นบาท
วันหนึ่งขณะเดินขอทานอยู่ที่มหาสารคาม แคนของเขาไปสะดุดหูหมอลำกลอนคนดังในท้องถิ่น หมอแคนวัยสิบเอ็ดจึงได้ย้ายไปอยู่กับ คำพัน ฝนแสนห่า ที่อำเภอชุมพวง นานถึงห้าปี เป็นหมอแคนค่าตัวไม่กี่บาทจนได้มากถึงคืนละ 500 บาท แทบจะกลายเป็นหมอแคนคู่บารมีเลยทีเดียว แต่ต่อมาเขาอยากรู้ฝีมือจึงออกไปขึ้นเวทีประชันแคน โดยในห้วงเวลานั้น สมบัติพอมีงานเป่าแคนบันทึกเสียงให้กับหมอลำมีชื่อที่ห้องอัดเสียงสยามที่ขอนแก่นอยู่บ้าง....
สมบัติ สิมหล้า ก้าวขึ้นไปสู่ระดับสากล คงเป็นช่วงชีวิตที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของ "วงฟองน้ำ" ที่ก่อตั้งโดยครูบุญยงค์ เกตุคง และอาจารย์บรูซ แกสตัน ซ้ำอีกเจ็ดปีต่อมาก็ยังมีโอกาสได้พบกับอาจารย์สนอง คลังพระศรี ที่ชักชวนให้มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนการเป่าแคนให้กับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงโอกาสร่วมเล่นกับ "วงไทยแลนด์ ฟีลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา" หรือ TPO วงออร์เคสตราที่มีนักดนตรีเป็นคณาจารย์ และนักศึกษาของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ที่อำนวยการวงโดยอาจารย์สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ นั่นเอง ขณะเดียวกันหลายครั้งยังได้ร่วมเล่นกับ "วง Dr.Sax Chamber Orchestra" ของ ดร.สุกรี อีกด้วย ทำให้ สมบัติ ในฐานะนักดนตรีเอกผู้เชี่ยวชาญด้านแคน ได้รับเชิญไปแสดงในต่างประเทศ ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในเอเชีย
ทุกวันนี้สมบัติ สิมหล้า กลับมาที่บ้านวังไฮ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคามบ้านเกิด ครอบครัวเล็กๆ ของเขามีภรรยา และลูกสาวอีกคนที่พ่อกำลังมุ่งมั่นหัดแคนให้ เป็นครูแคนที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย รวมไปถึง อดิศร เพียงเกษ นายกสมาคมหมอแคนแห่งประเทศไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มาหัด เต้ยโขง กับเขา ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในภาคอีสาน และรับงานเป็นหมอแคนให้กับหมอลำกลอนพื้นบ้านตามแต่จะว่าหา..
นายสมบัติ สิมหล้า ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน แคน) ประจำปีพุทธศักราช 2550 จากมหาวิทยาขอนแก่น
"อย่าไปน้อยใจ ท้อแท้ใจ คนเราถ้ายังไม่หมดลมหายใจ ก็อย่าไปท้อ ผมเกิดมายังไม่ทันได้เห็นอะไร ตาก็บอดเสียแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยท้อ ยิ่งท้อยิ่งทำให้อายุสั้น" ซึ่งไม่เพียงไม่ท้อแท้ สมบัติยังมองโลกในแง่ดี ในโลกที่มีเพียงสีดำของเขาใบนี้ มีเสียงหวานอ้อยส้อย เร่งกระชั้น ระริกไหวไปกับบทขับของลำกลอน เป็นสีสันแห่งชีวิต และได้นำเอาสิ่งดีงามมามอบให้"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น